วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กระดาษสาบ้านท่าล้อ 

         
ารพัฒนาประเทศบนพื้นฐานศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ได้มีการตื่นตัวกันอย่างกว้างขวาง ที่จังหวัดลำปางมีงานหัตถกรรมมากมายที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน และที่บ้านท่าล้อชาวบ้านได้ผลิตกระดาษสากันเกือบทุกครอบครัวซึ่งได้เรียนรู้เองและสืบต่อกันมาจากผู้ใหญ่ ชาวบ้านท่าล้อได้ทำกระดาษสาเลี้ยงชีพกันมาตั้งแต่อดีตหลายสิบปีมาแล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ยังยึดอาชีพนี้มาโดยตลอดใช้วิธีทำกระดาษสาแบบดั้งเดิมมาจนปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเครื่องมือให้ทันตามสมัยโลกปัจจุบัน 


          กระดาษสาเป็นกระดาษชนิดหนึ่งที่ทำมาจากต้นปอสา โดยใช้เยื่อจากเปลือกส่วนของลำต้นของปอสา การทำกระดาษมีกรรมวิธีการผลิตคล้ายกับกระดาษชนิดอื่นผิดกันแต่ว่ากระดาษสาใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ 


วิธีตัดต้นปอสา 
          การ ตัดต้นสาสูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตรแบ่งออกเป็นท่อนๆท่อนละประมาณ 150 เซนติเมตร ต้องไม่มีใบแขนงกิ่งหรือรากติดมา 

การลอกเปลือกปอสา 
          การลอกเปลือกสามีอยู่ 2 วิธี 
      1. การลอกเปลือกสาดิบ

       2. การลอกเปลือกสาสุก(การเผาหรือการนึ่ง) 

วัสดุอุปกรณ์ในการทำกระดาษสา 
      1. เปลือกปอสาแห้ง 


          2. น้ำ 
          3. ผงฟอกสีหรือคลอรีนหรือไฮโดรเจน 
          4. โซดาไฟ 
          5.สีย้อมเยื่อสาหรือสีย้อมบาติกหรือสีย้อมกระดาษ 
          6.เกลือแกง 

อุปกรณ์การทำเยื่อสาและกระดาษสา 
          1. ถังและเตาต้มเยื่อสา 
          2. ถังล้างเยื่อสา 
          3. ถังฟอกสีเยื่อสา 
          4. เครื่องโม่เยื่อสา 

          5. ถังน้ำตื้น 
          6. ตะแกรง 

ขั้นตอนการทำกระดาษสาแบบพื้นบ้าน 
          1. นำกิ่งสาลนไฟ

          2. ขูดผิวด้านนอกออก

          3. ลอกเปลือก

          4. นำเปลือกสาแช่น้ำ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง

          5. ต้มด้วยขี้เถ้าหรือโซดาไฟ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง

          6. ล้างน้ำ

          7. ฟอกขาว (แช่คลอรีน) ประมาณ 6-8 ชั่วโมง

          8. ล้างน้ำ

          9. ทุบเยื่อด้วยท่อนไม้หรือฆ้อนไม้

          10. ทำแผ่นหรือตักช้อนหรือวิธีแตะ

          11. ตากแดดหรือผิงไฟ

          12. ลอกแผ่นจากตะแกรง 

ขั้นตอนการทำกระดาษสาแบบปัจจุบัน 
          1. แช่เปลือกสา 24 ชั่วโมง

          2. การต้มมี 2 วิธี 
                    2.1. ต้มโดยใช้ขี้เถ้า ประมาณ 3-6 ชั่วโมง 
                    2.2. ต้มโดยใช้โซดาไฟ ประมาณ 50 นาที

          3. การฟอกสีใช้แคลเซียมไฮเบอร์คลอไรด์ 1 ขีด 
ต่อเยื่อสา 5 กิโลกรัม นาน 30 นาที แล้วล้าง 
น้ำให้สะอาด


          4. นำเยื่อสาไปโม่ด้วยเครื่อง

          5. การแตะเยื่อสามีตะแกรงมุ้งลวดขนาดเท่ากระดาษมีอยู่ 2 ขนาด 
คือ ขนาดกว้าง 60 ซม. ยาว 80 ซม. และขนาดกว้าง 
46 ซม. ยาว 56 ซม. นำตะแกรงวางบนถังน้ำขนาดกว้าง 80 ซม. 
ยาว 1 ม. สูง 40 ซม. แล้วนำเยื่อสาประมาณ 2 ขีด หรือแล้วแต่ความ 
ต้องการใช้มือเกลี่ยแล้วแตะให้กระจายทั่วตะแกรงแล้วยกตะแกรงผึ่งแดด 
      6. ผึ่งแดด 1 วันแล้วลอกกระดาษออกจากตะแกรง 


การทำกระดาษสาแบบลวดลาย 
               การทำกระดาษแบบลวดลายมี 3 วิธี

           1. กระดาษสาขาวผสมเยื่อสีจากเยื่อที่ผ่านการตีเยื่อ

          2. กระดาษสาขาวผสมเยื่อสีจากเยื่อที่ไม่ผ่านการตีเยื่อ

           3. กระดาษสาขาวผสมกับเศษวัสดุธรรมชาติและใยสังเคราะห์

          ปัจจุบันนี้ชาวบ้านท่าล้อได้ผลิตกระดาษสาเองโดยส่วนใหญ่จะซื้อเปลือกสาจากจังหวัดสุโขทัยแล้วผลิตเป็นกระดาษสาและแปรรูปเป็นของใช้ของที่ระลึกจำหน่ายทั้งปลีกและส่งในประเทศและนอกประเทศ ดังเช่นครอบครัวของ คุณสมพัด หน่อแก้วบุญ และมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งรับจ้างแตะเยื่อสาอย่างเดียวโดยได้ค่าจ้างแผ่นละ 1 บาท 


รูปคุณสมพัด







          กระดาษสาภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวบ้านท่าล้อเป็นงานหนึ่งที่สมควรอนุรักษ์และส่งเสริมให้คงไว้เป็นมรดกของไทย ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านได้คิดเอง ทำได้เอง เป็นสติปัญญาความรู้ที่ได้สะสมกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และมีลักษณะเชื่อมโยงกันได้ทุกสาขาวิทยาการด้วยการใช้เหตุผลทุกขั้นตอนนำมาใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน 
     

  ที่มาhttp://sps.lpru.ac.th/script/show_article.pl?mag_id=1&group_id=3&article_id=29&by_pass=

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส




นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (ละติน: Nicolaus Copernicus Torinensis, โปแลนด์: Mikołaj Kopernik; 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1473 – 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1543) เป็นนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้คิดค้นแบบจำลองระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางสมบูรณ์ ซึ่งดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของเอกภพ มิใช่โลก[1]
การตีพิมพ์หนังสือ De revolutionibus orbium coelestium (ว่าด้วยการปฏิวัติของทรงกลมฟ้า) ของโคเปอร์นิคัส ก่อนหน้าที่เขาเสียชีวิตไม่นาน ถูกพิจารณาว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นการเริ่มต้นการปฏิวัติโคเปอร์นิคัสและมีส่วนสำคัญต่อความรุ่งเรืองของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นตามมา ทฤษฎีระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางอธิบายกลไกของระบบสุริยะในเชิงคณิตศาสตร์ มิใช่ด้วยคำของอริสโตเติล
โคเปอร์นิคัสเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาแห่งสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักนิติศาสตร์ที่สำเร็จดุษฎีบัณฑิตในวิากฎหมาย นักฟิสิกส์ ผู้รู้สี่ภาษา นักวิชาการคลาสสิก นักแปล ศิลปิน สงฆ์คาทอลิก ผู้ว่าราชการ นักการทูตและนักเศรษฐศาสตร์

ที่มา  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%8C_%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%AA



วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติเจ้าหญิงไดอานา

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ 

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (อังกฤษ: Diana, Princess of Wales) หรือพระนามเต็มคือ ไดอานา ฟรานเซส[2] - สกุลเดิม สเปนเซอร์ (Diana Frances, née The Lady Diana Spencer) (ประสูติ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ที่เมืองแซนดริงแฮม ประเทศอังกฤษ — สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) เป็นพระชายาพระองค์แรกของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แห่งเวลส์ จากการอภิเษกสมรสเมื่อปี พ.ศ. 2524 และได้ทรงหย่าขาดเมื่อปี พ.ศ. 2539 พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเจ้าหญิงแห่งเวลส์ เป็นพระองค์ที่ 9 ของอังกฤษ สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปนิยมขนานพระนามว่า "เจ้าหญิงไดอานา" ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วพระนามนี้ถือว่าผิดในทางทฤษฎี[ต้องการอ้างอิง]

ได อานาได้เป็นสมาชิกราชวงศ์อังกฤษจากการอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ เมื่อ 29 กรกฎาคม 2524 พระราชพิธีอภิเษกสมรสมีขึ้นที่มหาวิหารเซนต์พอล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีผู้รับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีในครั้งนี้มากถึง 750 ล้านคนทั่วโลก[ต้องการอ้างอิง] ต่อ มาไดอานาได้ให้กำเนิดพระโอรสทั้งสองพระองค์คือ เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี รัชทายาทลำดับที่สองและสามแห่งการสืบสันติวงศ์แห่งราชบัลลังก์อังกฤษและ 16 เครือจักรภพ นับตั้งแต่ทรงหมั้นกับเจ้าชายแห่งเวลส์ในปี พ.ศ. 2524 จนกระทั่งการสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุรถยนต์ที่กรุงปารีส ในปี พ.ศ. 2540 ไดอานาเป็นผู้หญิงสำคัญคนหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะความสนพระทัย การฉลองพระองค์ รวมถึงพระกรณียกิจของพระองค์ได้รับความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก พระองค์ทรงเป็นผู้นำแฟชั่น เป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม ความหวังของผู้ป่วยโรคเอดส์ แต่ เหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือพระองค์ทรงเป็นพระราชินีในดวงใจของประชาชนอีกด้วย ตลอดทั้งพระชนม์ชีพพระองค์เป็นผู้ที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดคนหนึ่งในโลกราวกับ นักแสดงที่มีชื่อเสียง[ต้องการอ้างอิง]

ได อานาเป็นที่จดจำภาพลักษณ์การแต่งกาย แฟชั่น งานด้านการกุศลและเป็นบุคคลสาธารณะในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จากการเป็นพระชายาองค์แรกของเจ้าชายแห่งเวลส์ ไดอานาเคยรณรงค์ต่อต้านการใช้กับระเบิดทั่วโลก และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเด็ก เกรท ออร์มันด์ สตรีทตั้งแต่ปี 2532 จนถึง 2538

 






 ที่มา   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%8C

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขนมต้มใบเตย


 
 
ส่วนประกอบ แป้งข้าวเหนียว  1 ถ้วย
 หัวกะทิ  2 ช้อนโต๊ะ
 (มะพร้าวขูดขาว  50 กรัม) 
 มะพร้าวขูดขาว  100 กรัม
 มะพร้าวขูดขาว  (นำไปนึ่ง  10 นาที) 1 ถ้วย
 น้ำตาลปึก  100 กรัม
 เกลือป่น  ½ ช้อนชา
 น้ำใบเตยคั้นข้น ๆ  ¼ ถ้วย
 
วิธีทำ
1. ใส่ มะพร้าวขูดขาว  100  กรัม  กับน้ำตาลลงในกระทะทอง  ตั้งไฟกลาง  กวนให้เหนียว  ยกลง  ทิ้งไว้ให้อุ่น  ปั้นเป็นก้อนกลม  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง  1  ซม.  นำไปอบควันเทียน  1  คืน  เป็นไส้ขนม
2. ผสมมะพร้าวขูดขาว  1  ถ้วย  กับเกลือให้ทั่วพักไว้
3. นวดแป้งข้าวเหนียวกับหัวกะทิและน้ำใบเตยให้นุ่ม  พักไว้
4. นำ แป้งปั้นเป็นก้อนกลม  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง  ½  นิ้ว  แผ่นเป็นแผ่นกลมใส่ไส้หุ้มให้มิด  นำไปต้มให้สุกจนขนมลอย  ตักขึ้น  คลุกกับมะพร้าวเตรียมไว้  (ส่วนผสมข้อ  2  )    ให้ทั่ว
5. จัดใส่จานเสิร์ฟ



  ที่มาhttp://ta12345.ning.com/profiles/blogs/6190386:BlogPost:14309

น้ำพริกกะปิ+ปลาทูทอด




ส่วนผสม
* ปลาทู 2 ตัว
* กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
* กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
* หอมแดงปอกเปลือก 3 ลูก
* กระเทียมปอกเปลือก 3 ลูก
* พริก 10 - 15 เม็ด (ปรับเพิ่ม/ลดตามต้องการ)
* น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
* น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
* ผักสด หรือ ผักนึ่ง (กะหล่ำปลี, แตงกวา, ผักกาดขาว, มะเขือเทศ, ถั่วฝักยาว, อื่นๆ)
* ชะอม 1 กำ (ทำไข่เจียวชะอม, จะไม่มีก็ได้)
* ไข่ไก่ 3 ฟอง (ใช้สำหรับทำไข่เจียวชะอม)

วิธีทำ
1. ใส่น้ำมันลงในกระทะและนำไปตั้งไฟร้อนปานกลาง นำปลาูทูลงไปทอดจนเหลืองและสุก จึงนำออกมาสะเด็ดน้ำมัน
2. ใส่หอมแดง, พริก, กระเทียมลงในครก (หรือเครื่องปั่นอเนกประสงค์) โขลกจนกระทั่งเข้ากันดี
3. เติมกุ้งแห้ง, กะปิ, น้ำปลา, น้ำมะนาวและน้ำตาล โขลก (หรือปั่น) จนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี
4. ตักใส่ถ้วยน้ำพริก เสริฟพร้อมปลาทูทอดและผักสด (หรือผักนึ่ง) นอกจากนั้นไข่เจียวชะอมก็ยังนิยมเสริฟรับประทานพร้อมกับน้ำพริกกะปิด้วย

วิธีทำไข่เจียวชะอม
1. ล้างชะอมให้สะอาดและเด็ดเอาใบอ่อนออกมา หั่นให้มีขนาดยาวประมาณ 1 นิ้ว
2. นำไข่ไก่ไปตอกและใส่ในชาม คนให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน จากนั้นจึงเติมชะอมที่หั่นไว้แล้ว คนต่ออีกครั้งจนไข่และชะอมผสมกันดี
3. ตั้งน้ำมันในกระทะบนไฟปานกลาง ใส่ไข่และชะอมลงไปทอด รอจนกระทั่งสุกเหลืองดี จึงปิดไฟและนำออกมาสะเด็ดน้ำมัน หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ จัดใส่จานและเสริฟทานกับน้ำพริก



    



      หน้าร้อนปีนี้ร้อนมหาโหดสุด ๆ จนอุณหภูมิทะลุ 40 องศา ถึงฤดูกาลนี้ผลไม้ไทยนานาชนิดต่างก็หลั่งไหลออกสู่ตลาด แต่บางอย่างพอติดดอกเจอแดดเปรี้ยงก็ร่วงโรยแทบไม่ติดลูก อย่างมะม่วงปีนี้ ไม่ดกอย่างที่คิด มองไปตามบ้านตามสวนทั่วไปก็มีให้เห็นประปราย ออกไปเดินตลาดแถวบ้านเห็นมะม่วงแก้วลูกป้อม ๆ กลม ๆ แก่จัดกำลังดีกองอยู่ในกระบุงก็ดีใจ เพราะนึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้ตำน้ำพริกมะม่วงมานานแล้ว…..เลยคิดอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากที่เคยกิน แต่น้ำพริกกะปิแบบเดิม ๆ มาใส่มะม่วงสับรสแซบบ้าง แค่นึกก็น้ำลายสอแล้ว นี่ถ้าทอดปลาทูซักตัวสองตัว ลวกผักซักหน่อย กินกับแกงสัมร้อน ๆ ก็กลายเป็นเมนูน้ำพริกดับร้อน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ ความจริงน้ำพริกกะปิเป็นพื้นฐานของน้ำพริกมะม่วง มะดัน มะอึก ตะลิงปลิง หรือมะเขือพวง เป็นน้ำพริกที่ปรุงยาก ตำไม่ดีก็เค็มเกินไป บางคนใส่น้ำผสมจนโจ๋งเจ๋ง เวลาเอาผักจิ้มก็หลุดเนื้อหลุดหนัง พาลเสียอารมณ์ทำให้กินน้ำพริกไม่อร่อย

                   น้ำพริกกะปิที่อร่อยขึ้นอยู่กับคุณภาพของ “กะปิ” ต้องเป็นกะปิที่ทำจากกุ้งเคยแท้ ๆ ตัวเล็ก ๆ ผู้เขียนโชคดีที่ยายกับแม่สอนวิธีเลือกซื้อกะปิ ที่สำคัญคือ อย่างก ว่าแพง เวลาซื้อให้แตะชิมดู กะปิที่อร่อยต้องออกเค็ม ๆ หวานนิด ๆ ยายเป็นคนที่ตำน้ำพริกกะปิได้อร่อยที่สุดในโลก น้ำพริกยายจะหอมผิวมะนาว ตอนเด็ก ๆ เวลาตำน้ำพริกเสร็จยายจะเอาข้าวคลุกครก แล้วเอามือขยำปั้นเป็นคำ ๆ  ป้อนพวกเรา(นั่งอ้าปากรอ…) ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนรอคอย….เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ ขึ้นชื่อว่าน้ำพริกต้องใส่พริก กระเทียมเยอะ ๆ และกะปิกับน้ำตาลปี๊บต้องใส่ในปริมาณเท่ากัน ข้อสำคัญต้องออก “เปรี้ยวนำ” ฉะนั้นน้ำพริกกะปิของยายจึงเปลืองมะนาวที่สุด แต่ก็อร่อยที่สุด…                               
                  มาเตรียมวัตถุดิบกันดีกว่า เริ่มจาก พริกขี้หนู 1 หยิบมือ กระเทียมกลีบใหญ่ 4-5 กลีบ กะปิ 1 ชต.กุ้งแห้ง 1 หยิบมือ น้ำตาลปี๊บ 1 ชต. มะนาว 3 ลูก มะม่วงแก้วดิบสับ 1 ลูก  ผู้เขียนอยากจะบอกว่า เทคนิคการทำกับข้าวบางครั้งไม่ต้องการปริมาณ หรือชั่ง ตวงวัดชนิดตายตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะประสบการณ์อยู่แล้ว สำหรับพ่อครัวแม่ครัวมือใหม่กะประมาณได้แต่ให้เริ่มจากน้อย ๆ ก่อนอย่าทำมาก
        
                วิธีทำ ตำกุ้งแห้งให้ละเอียดพักไว้ แล้วโขลกพริกกระเทียมพอแหลกใส่กุ้งแห้งให้เข้ากัน ใส่กะปิ น้ำตาลปี๊บ โขลกพอให้เป็นเนื้อเดียวกัน อย่าละเอียดมากจะไม่อร่อย เสร็จแล้วบีบมะนาวใส่มะม่วงสับโขลกเบา ๆ ให้เข้ากันอีกครั้งก็เป็นอันตำเสร็จ ขอบอกว่า ลองให้คนที่บ้านชิมดูรับรองว่า เมนูนี้จะกลายเป็นน้ำพริกถ้วยโปรด ลืมน้ำพริกถ้วยเก่าไปเลยล่ะ 

                  พูดถึงประโยชน์ของน้ำพริกถ้วยนี้ กะปิให้โซเดียม โปรเตสเซียม และไอโอดีน มีกรดโปรตีน แคลเซียมสูง กระเทียมก็มีเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยให้เซลล์แข็งแรง มีสารแอนตี้เซปติกช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดไขมันในเลือด ส่วนกุ้งแห้งก็มีแคลเซียมสูง นอกจากนี้ยังได้วิตามินและเกลือแร่จากผักจิ้มต่าง ๆ อีกด้วย มื้อนี้ก็เผ็ด ๆ แซบ ๆ ดี ขอให้มีเสน่ห์ปลายจวักกันทุกคนนะคะ…       






  ที่มา  http://ta12345.ning.com/profiles/blogs/6190386:BlogPost:14025

สุขภาพแข็งแรงด้วย อาหารต้านโรค

น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล

นอกจากจะมีคุณประโยชน์ในการเยียวยาโรคต่างๆแล้ว แอปเปิ้ล ไซเดอร์ยังมีคุณสมบัติบำรุงผิวให้อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นแบบผิวสาวแรกรุ่น เพราะมันประกอบไปด้วยเอนไซม์เข้มข้นที่เกิดจากการหมัก เจ้าตัวเอนไซม์นี่แหละมีคุณสมบัติในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้ หลุดออก นอกจากนี้ยังช่วยให้อาหารย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย


 
Carrots : แครอท
 เชื่อหรือไม่ว่าประโยชน์ของแครอทช่วยรักษาสภาพผิวชั้นนอกให้แข็งแรง ไม่แพ้พ่ายเพราะปัญหาผิวตามวัยของเรา มีประสิทธิภาพไม่แพ้การใช้ Retin A เลย Retin A คือยารักษาริ้วรอยบนใบหน้า รวมทั้งรักษาสิว เป็นสิ่งที่ได้จากการสกัดจากวิตามินเอ



 Cheese : เนยแข็ง
 ถ้าอยากมีรอยยิ้มที่ดูดีสดใส ลองสไลด์ชีสให้เป็นแผ่นบางๆ ซักแผ่นสองแผ่น ชีสที่ดีควรเป็น Swiss cheese , Cheddar cheeseหรือ Gouda cheese เพราะชีสประเภทเหล่านี้จะช่วยยับยั้งแบคทีเรียศัตรูตัวฉกาจของช่องปากและฟัน ทั้งยังช่วยป้องกันฟันผุได้อีกด้วย



Citrus Fruits : ผลไม้ตระกูลส้ม

ผลไม้ตระกูลส้ม ช่วยทำให้เซลล์ผิวยึดเกาะกันโดยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเพิ่มเข้าไปในร่างกายโดยตรงได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผลไม้ และน้ำผลไม้จึงเป็นเมนูยอดฮิตของสาวๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ก็เพื่อที่จะได้เติมเต็มคอลลาเจนให้กับผิวนี่เอง จะได้ผอมสวยแบบไม่ย้วย


 
Cranberries : ลูกแครนเบอร์รี่

ผลแคนเบอร์รี่ช่วยให้ระบบปัสสาวะทำงานได้อย่างเป็นปกติ


 
Garlic : กระเทียม

กระเทียมช่วยต่อสู้กับริ้วรอยและช่วยซ่อมแซมผิวให้อยู่ในสภาพปกติ




Nonfat Yogurt : โยเกิร์ตสูตรปราศจากไขมัน

โยเกิร์ตปราศจากไขมันอุดมไปด้วยแคลเซียม และยังช่วยรักษาฟันให้ขาวสะอาด ป้องกันฟันผุได้อีกด้วย



 Sweet Potatoes : มันหวาน

มันหวานเป็นขุมทองของวิตามินเอ ซึ่งรู้กันดีว่าช่วยต่อต้านริ้วรอยและลดเลือนรอยแผลเป็น โดยเฉพาะรอยแผลเป็นจากสิว นอกจากนี้มันหวานยังให้วิตามินที่สำคัญชนิดอื่นๆ อีก ผลลัพธ์ที่ได้จากการรับประทานมันหวานเป็นประจำคือผิวพรรณสดใส เนียนเรียบขึ้นกว่าเดิม


 
Tomatoes : มะเขือเทศ
 เจ้ามะเขือเทศสีแดงน่ารักๆ ทุกชนิดเป็นที่ชื่นชอบของผิวคุณเชียวแหละ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และโพแทสเซียม นอกจากจะมีประโยชน์ต่อผิวแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย วิตามินเอช่วยบำรุงสายตาให้มีการทัศนะในการมองเห็นที่ดีเป็นปกติ วิตามินซีช่วยบำรุงเหงือก ป้องการโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ช่วยลดคอเลสโตรอลในเลือด และโปเตสเซียมช่วยในการรักษาสมดุลของเคมีในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นน้ำตาล เพื่อเก็บสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะถูกนำมาใช้ในยามจำเป็นอีกด้วย




Wheat Germ : จมูกข้าวสาลี 

อยากสิวหายเร็วๆ มั้ยจ้ะหนุ่มๆสาวๆ ลองกินจมูกข้าวสาลีซักสอง-สามช้อนโต๊ะต่อวันดูสิ กินตอนไดเอทลดน้ำหนักอยู่ก็ได้ หรือจะกินเสริมกับซีเรียล โยเกิร์ต หรือชีสก็ได้ ได้คุณค่าครบถ้วน



 
อาหารทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์และโทษหากรับประทานมากเกินไป อย่างไรก็ดีคววรจะ Enjoy eating กินอย่างมีความสุข แต่ว่านะการจะรับประทานอะไรก็ตามควรจะมีอาหารเหล่านี้ควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง เช่น :


Vegetables : อาหารประเภทผัก

เลือกรับประทานผักให้หลากหลายชนิดต่อวัน เอาซักสามถึงห้าชนิดต่อวัน ถ้าจะให้ดีซักมื้อหนึ่งควรกินผักใบเขียวสดๆ แบบไม่ต้องลวกหรือทำกรรมวิธีใดๆ ทั้งสิ้น




Meat : อาหารประเภทเนื้อ 

เนื้อต่างๆ ไม่ควรกินมากจนเกินไปในแต่ละวัน ควรจะกินในปริมาณเล็กน้อย ตัดตรงส่วนมันทิ้งไปด้วย การกินอาหารจำพวกเนื้อที่ดีที่สุดคือให้กินเนื้อจำพวกเนื้อไก่หรือเนื้อหมู ส่วน และเนื้อปลาอีก ส่วน




Fruits : อาหารประเภทผลไม้
ผลไม้ล้างปาก กินได้บ่อยๆ ยิ่งดี จะฝานจะสไลด์ก็ได้ตามใจชอบ ควรมีผลไม้ตบท้ายทุกครั้งหลังอาหารในแต่ละมื้อ



Dairy : อาหารประเภทนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม 

อาหารประเภทนมเนยวันหนึ่งควรดื่มนม มื้อ และโยเกิร์ตอีก มื้อ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รวมทั้งกระดูกแและฟัน




Fats : อาหารประเภทไขมัน

อาหารประเภทไขมันเช่นน้ำมันสลัด น้ำมันพืชปรุงอาหาร ควรกินอย่างมีลิมิต ถ้ากินมากเกินไปจะก่อให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน เลือดจะสามารถหล่อเลี้ยงหัวใจได้น้อยลงด้วย อันตรายมากๆ




ที่มา  http://beauty.yopi.co.th/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8...

วิธีการทำข้าวต้มมัด

http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/small-wrap.jpg
มี วิธีการทำข้าวต้มมัด แล้ว ก็จะต้องมีวิธีห่อด้วยอ่ะนะคะ ... วันนี้พิมเลยจะมาสอนวิธีห่อข้าวต้มมัดอย่างละเอียด ชนิดที่ว่า ใครที่ไม่เคยทำ แต่ถ้าได้เห็นภาพ ต้องทำตามได้แน่ ๆ ... รับรองค่ะ
เริ่มต้นก็มาดูวัสดุอุปกรณ์กันก่อนนะคะ  ... ซึ่งก็จะมีแค่ 2 อย่างเองค่ะ ก็คือ
1. ใบตอง  
2. ตอก
3. กรรไกร หรือ มีดบางที่คมๆ
"ใบตอง" ... โดยทั่วไปเค้าจะนิยมใช้ใบตองกล้วยน้ำว้า หรือใบตองกล้วยตานีค่ะ  เพราะว่ามันเหนียว ไม่ขาดง่าย  แต่ปกติพิมจะใช้ใบตองกล้วยป่าค่ะ  เพราะว่าที่สวนจันฯ หาได้ง่ายมาก มีขึ้นเยอะเลย  แล้วก็เหนียวไม่แพ้ใบตองกล้วยตานีเลยค่ะ   (แม้มันจะหนาไปนิดนึง) ... ซึ่งพอเราได้ใบตองมาเนี่ย เราจะต้องเอาไปผึ่งแดดเพื่อให้มันเหี่ยว+นิ่ม ซะก่อนนะคะ จะได้ห่อง่าย ๆ
ป.ล. แต่ใบตองในภาพ เป็นใบตองกล้วยน้ำว้านะคะ  ซื้อมาจากตลาดไท โลละ 10 บาท
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-01.jpg
ซึ่งถ้าแดดจัด ๆ เราผึ่งแดดสักประมาณ 20 นาทีก็พอแล้วค่ะ   ..... แต่เมื่อวานที่พิมทำ แดดแทบไม่มี  ผึ่งอยู่เกือบ 5 ชม. แน่ะค่ะ - -"
ป.ล. ตอนผึ่งแดดระวังนิดนะคะ  ถ้าแดดแรงมาก ๆ ให้ระวังใบตอง อาจจะไหม้ได้ค่ะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-03.jpg
พอผึ่งแดด นิ่ม-เหี่ยวดีแล้ว  ... ก็นำใบตองมาฉีกเป็นแผ่นค่ะ
การห่อข้าวต้มมัดเนี่ย จะใช้ใบตอง 2 ชั้น เรียกว่า ชั้นนอก กับ ชั้นใน  ..... ซึ่งใบตองชั้นนอก จะใหญ่กว่าใบตองชั้นในหน่อยนึง  โดยปกติพิมก็กะเอาว่าให้ใหญ่กว่าชั้นในข้างละ 0.5-1 นิ้ว น่ะค่ะ ......  และใบตองชั้นใน ถ้าได้ใบตองอ่อน ๆ ที่นิ่มมากหน่อย จะดีมากเลยค่ะ เพราะว่าทำให้ห่อง่าย ขนมได้รูปสวย
เราจะฉีกใบตองชั้นนอก ให้กว้างประมาณ 7.5 นิ้ว * ยาว 9 นิ้ว  และใบตองชั้นในกว้าง 6 นิ้ว * ยาว 8 นิ้ว  ..... จำนวนก็เท่ากับ มัดข้าวต้มที่เราต้องการ  (พิมใช้ข้าวเหนียว 1.6 โล  ก็กะว่าจะมัดข้าวต้มได้มัดย่อม ๆ ประมาณ 50 มัดค่ะ)
ป.ล. ขนาดของใบตองแต่ละชั้น ควรฉีกให้เหมาะสมกับขนาดของกล้วย/ปริมาณข้าวเหนียวนะคะ  คือ ถ้ากล้วยที่เราใช้ ลูกใหญ่  ปริมาณข้าวเหนียวที่แปะบนล่างก็จะต้องใช้มากขึ้น ก็จะทำให้ห่อข้าวต้มมีขนาดใหญ่ขึ้น  ดังนั้นแล้วเราก็จะต้องฉีกใบตองให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมน่ะค่ะ  ... สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะฉีกใบตองกว้างยาวแค่ไหนดี  ก็ลองฉีกขนาดเท่าที่พิมแนะนำไว้ สักคู่นึงก่อนนะคะ  แล้วลองห่อดูว่าห่อได้ไหม  ใบตองแคบหรือสั้นไปหรือเปล่า  ... แล้วลองขยับขยายดูน่ะค่ะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-02.jpg
เมื่อฉีกใบตองเสร็จแล้ว ..... เพื่อให้การห่อง่ายขึ้น และสามารถห่อออกมาได้เรียบสวย  เราจะทำการเจียนมุมใบตองกันนิดหน่อยค่ะ   ... อุปกรณ์ที่ใช้เจียนก็จะเป็นมีดหรือกรรไกรก็ได้  (สมัยโบราณ เห็นยายใช้มีดค่ะ เจียนปรื๊ดดดดดดดดด ๆ เสร็จแล้ว  แต่พิมใช้มีดไม่ถนัด ขอใช้กรรไกรตัดเอาล่ะกัน)
พับทบใบตองเข้าหากัน ตามแนวยาว  (จำนวนแผ่นของใบตอง ก็ตามถนัด - ปกติพิมเจียนทีละ 5-6 แผ่น)
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-04.jpg
ใช้มีดเจียน หรือ กรรไกร ตัดปลายและมุมใบตองให้มีลักษณะคล้ายในภาพ  ... และเจียน/ตัด ทั้งสองด้าน
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-05.jpg
เมื่อคลี่ออกมา จะได้ลักษณะนี้ ...... แล้วก็นำไปเช็ดด้วยผ้าที่ไม่เป็นขน  ชุบน้ำบิดหมาด ๆ ทำความสะอาดทั้งด้านหน้า ด้านหลังใบตอง  (เช็ดสัก 2 รอบ)  .. ก็เป็นอันว่าเราจะได้แผ่นใบตองสำหรับห่อข้าวต้มมัดเรียบร้อยแล้วค่ะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-07.jpg
ต่อมาก็มาดูอุปกรณ์สำหรับมัดกันบ้าง ก็คือ ตอกค่ะ .... "ตอก" ... ทำจากไม้ไผ่ เอามาจักเป็นเส้น ๆ .... เมื่อก่อนโน้นตอนพิมยังเด็ก  ที่บ้านพิมจะมียาย นั่งจักตอกด้วยมือตัวเองทุกวันเลยค่ะ  แต่ตอนนี้ยายไม่อยู่แล้ว  แม่ไม่ค่อยว่างจะทำให้  พิมเองก็ทำไม่เป็น ก็ได้แต่ซื้อเค้าเอาค่ะ  มัดละ 10 บาท  ถึงจะมัดเบ้อเร่อ แต่บางเส้นก็ใช้ได้ บางเส้นก็ใช้ไม่ได้ (อ่อนไป)  ... เวลาจะใช้ ให้เอาไปแช่น้ำก่อนนะคะ  จะทำให้เวลามัด มัดง่ายขึ้น  นิ่มมือ และตอกมักไม่ค่อยจะขาดค่ะ  (ถ้าไม่แช่น้ำ มันจะกรอบ ขาดง่าย)
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-08.jpg


และเมื่อเตรียมวัสดุ อุปกรณ์เสร็จแล้ว .... ก็มาลงมือห่อกันค่ะ   (เพื่อน ๆ สามารถดูส่วนผสมและวัตถุดิบที่ใช้ในการทำข้าวต้มมัดได้จาก  >> ที่นี่ เลยค่ะ)
เริ่มต้นก็ ... เอาแผ่นใบตองชั้นนอก ชั้นใน วางซ้อนกัน ... บนฝ่ามือข้างที่ไม่ถนัด ... โดยสลับหัวท้าย  แบบในภาพนะคะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-09.jpg
วางถั่วดำ แปะลงไป  กี่เม็ดก็ได้ตามชอบ .... ชอบเยอะใส่เยอะค่ะ ไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-10.jpg
ตามด้วยข้าวเหนียวที่เราผัดเอาไว้แล้ว  ... พิมใช้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะพูน ๆ ค่ะ  ก็แผ่บาง ๆ กะว่าให้พอดีกับความยาวและความกว้างของกล้วยที่เราใช้ (แต่ถ้าใครชอบข้าวเหนียวเยอะ ๆ  จะใส่ข้าวเหนียวเยอะกว่านี้ก็ได้นะคะ)
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-11.jpg
แล้วก็วางกล้วยที่เราผ่าครึ่งไว้แล้ว  หรือจะเป็นไส้เผือกกวน ถั่วกวน ..... ตามไป
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-12.jpg
ตามด้วยข้าวเหนียว....แปะลงไป  อีกครั้งนึง
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-13.jpg
และสุดท้ายก็แปะถั่วดำอีกสักหน่อยค่ะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-14.jpg
เมื่อใส่เครื่องข้าวต้มมัดหมดแล้ว  จากนี้เราก็จะมาเริ่มห่อกัน ...... เริ่มต้นด้วยการพับทบใบตอง ตามแนวยาวนะคะ (สมมติเราวางใบตองที่มือซ้าย  เราก็ใช้มือขวาในการจับปลายใบตองมาทบกัน) ... กะเอาว่าให้เสมอกัน  แต่ไม่ต้องเสมอกันเปรี๊ยะะะะ ก็ได้นะคะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-15.jpg
แล้วก็พับชายใบตองลงมาทางด้านตัวเรา .. ประมาณครึ่งนึง ..... แล้วก็พับลงมาครึ่งนึง ... อีกครั้งค่ะ  ... (พับทบให้แน่น-กระชับ-พอดี นะคะ)
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-16.jpg
ก็จะได้ออกมาเป็นลักษณะแบบนี้
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-18.jpg
แล้วเราก็จะเริ่มพับ (จับจีบ) ตรงบริเวณด้านปลายใบตองบน-ล่าง  ทั้ง 2 ด้านค่ะ .... โดยเริ่มที่ด้านบนก่อน
ให้เราจับห่อใบตองที่มือในลักษณะเอียงตั้งขึ้น   แล้วก็ใช้นิ้วชี้มือขวากดพับ ..ไขว้ใบตองไปทางซ้าย (กดให้แนบกับข้าวเหนียว)  แล้วก็ใช้นิ้วมือซ้าย (มือที่จับห่อใบตองอยู่)  กดพับใบตองไขว้มาทางขวา   (ดูตามภาพ จะง่ายกว่านะคะ)
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-19.jpg
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-20.jpg
พอพับจีบ  (หรือที่บ้านพิมเรียกว่า "จับนม") ได้แล้ว ... ก็ทำการพับปลายลงมาด้านในค่ะ  .. โดยเก็บริมให้เรียบร้อย ... ก็เป็นอันว่าเราทำเสร็จไปข้างนึง
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-21.jpg
จากนั้นเราก็จับจีบและพับปลายใบตองอีกข้าง ในลักษณะเดียวกันค่ะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-22.jpg
ก็จะได้ออกมาในลักษณะแบบนี้  (ด้านใน)
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-23.jpg
ส่วนด้านบน (หรือด้านนอก)  ก็จะมีหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ ... ซึ่งโบราณเค้าบอกไว้ว่า  จะดูว่าใครห่อข้าวต้มสวย ให้ดูนมค่ะ (ตรงมุมแหลม ๆ) แหละ ว่ามันตั้งหรือเปล่า ^^" ....  ถ้าตั้งก็แปลว่านมสวย .. อะไรทำนองนี้แหละค่ะ - -"
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-24.jpg
แล้วก็ทำเช่นเดียวกันนี้ ..... อีก 1 กลีบ  ... ก็จะเป็น 2 กลีบ (1 มัดข้าวต้ม มี 2 กลีบ) .... พยายามห่อให้แต่ละกลีบมีขนาดความกว้างยาวที่เท่า ๆ กันนะคะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-25.jpg
นำมาประกบกัน   โดยหันด้านในชนกัน
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-26.jpg
แล้วก็มัดด้วยตอก 2 เปลาะ
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-27.jpg
ก็จะได้ออกมาเป็นแบบนี้  (อวบอ้วนเหมือนคนทำเลย -*-)  ....... แล้วเมื่อมัดได้หลาย ๆ มัดรวมกัน ...... ก็เอาไปนึ่งได้เลยค่ะ ^^
http://www.pim.in.th/images/tips-in-kitchen/wrap-by-banana-leaves/wrap-by-banana-vessel-28.jpg
http://www.pim.in.th/images/img-line/line26.gif


ที่มา http://www.pim.in.th/tip-in-kitchen/94-wrap-by-banana-leaves.html